|
นักวิจัย :นิตยา ธีระวัฒนสุข, พีรภัทร ภักตะภา, เบญจวรรณ หอมแก่นจันทร์.
หลักการและเหตุผล วัณโรคเป็นโรคติดต่อที่สามารถพบได้ในทุกอวัยวะของร่างกาย โดยส่วนใหญ่มักพบที่ปอด (ร้อยละ 80) ส่วนวัณโรคนอกปอดอาจพบได้ในอวัยวะอื่น เช่น ต่อมน้ําาเหลือง กระดูกสันหลัง ช่องท้อง อวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ และระบบประสาท การวินิจฉัยวัณโรคนิยมตรวจด้วยวิธีย้อมด้วยสีทนกรด การเพาะเลี้ยงเชื้อและวินิจฉัยแยกชนิดของเชื้อ แต่ทั้งสองวิธีมีข้อจําากัด โดยการย้อมด้วยสีทนกรดต้องมีปริมาณของเชื้อในสิ่งส่งตรวจมากพอจึงจะตรวจพบได้ ส่วนการเพาะเลี้ยงและวินิจฉัยแยกชนิดเชื้อต้องใช้ระยะเวลานาน 2-3 เดือน การศึกษานี้ได้นําาชุดตรวจ REBA Myco-ID®ซึ่งอาศัยหลักการ reverse blot hybridization assay มาใช้ตรวจวินิจฉัยเชื้อจากสิ่งส่งตรวจที่เก็บจากอวัยวะที่อาจมีเชื้อวัณโรคในปริมาณน้อย หรือมีการติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียสายพันธุ์อื่นที่ไม่ก่อให้เกิดวัณโรค (non-tuberculous mycobacteria; NTM) โดยศึกษาเปรียบเทียบผลการตรวจกับวิธี real time PCR และ DNA sequencing ผลการศึกษาในตัวอย่าง 34 ราย พบว่าผลตรวจด้วยชุดตรวจ REBA Myco-ID® มีความสอดคล้องกับผลตรวจจากวิธี real time PCR และ DNA sequencing โดยมีความไวและความจําาเพาะร้อยละ 100 นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาความไวของผลการตรวจด้วยวิธีย้อมด้วยสีทนกรดและการเพาะเลี้ยงและวินิจฉัยแยกชนิดเชื้อ เปรียบเทียบกับผลการตรวจด้วยวิธี REBA Myco-ID® พบว่าการตรวจด้วยวิธีย้อมด้วยสีทนกรดและการเพาะเชื้อ มีความไวร้อยละ 35.3 และ 66.7 ตามลําาดับ ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าวิธี REBA Myco-ID® มีความไวและความจําาเพาะสูง แม้จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็มีความคุ้มค่า เหมาะที่จะนําามาใช้ในการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยติดเชื้อวัณโรค โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อนอกปอด ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมัยโคแบคทีเรียสายพันธุ์อื่นที่ไม่ก่อให้เกิดวัณโรค และสิ่งส่งตรวจที่อาจมีปริมาณของเชื้อก่อโรคน้อย
คำสำคัญ การวินิจฉัยวัณโรค, Reverse blot hybridization assay, Real time PCR, DNA sequencing
วารสาร : วารสารเทคนิคการแพทย์. 2562; 47(2): 6992-7000.
|